5 วิธีเพิ่มสมาธิให้ลูกน้อย

ปฎิเสธไม่ได้ว่าความสามารถในการโฟกัสและการมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือ ทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะปัจจุบันที่ความสนใจของเราถูกดึงไปอย่างรวดเร็วกับสิ่งเร้ารอบตัว 

โดยเฉพาะหากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นสิ่งที่น่าเบื่ออย่าง เช่น การเรียน การทำการบ้าน หรือ การอ่านหนังสือ เด็กๆจะหลุดโฟกัสและไม่มีสมาธิได้อย่างง่ายดาย และแน่นอนว่าในผู้ใหญ่ก็เป็นเช่นกัน

แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่า การมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่น่าเบื่อนั้น สามารถฝึกฝนกันได้เหมือนการออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

ปฎิเสธไม่ได้ว่าความสามารถในการโฟกัสและการมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือ ทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะปัจจุบันที่ความสนใจของเราถูกดึงไปอย่างรวดเร็วกับสิ่งเร้ารอบตัว 

โดยเฉพาะหากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นสิ่งที่น่าเบื่ออย่าง เช่น การเรียน การทำการบ้าน หรือ การอ่านหนังสือ เด็กๆจะหลุดโฟกัสและไม่มีสมาธิได้อย่างง่ายดาย และแน่นอนว่าในผู้ใหญ่ก็เป็นเช่นกัน

แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่า การมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งนึงที่น่าเบื่อนั้น สามารถฝึกฝนกันได้เหมือนการออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง 🤩

ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการเด็กระบุไว้ว่า โดยทั่วไปแล้ว เด็กๆ ควรจะโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ 2 – 5 นาที คูณกับอายุของเด็ก เช่น เด็กอายุ 8 ขวบ จะสามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงได้ 16 – 40 นาที แล้วแต่งานที่ได้รับมอบหมาย 

เนื่องระยะเวลาความสนใจของเด็กจะถูกลดทอนจากความร้อนและความเหนื่อยล้าจากกิจกรรมที่โรงเรียน ผู้ปกครองจึงต้องช่วยเด็ก ๆ ในการพัฒนาความสามารถในการโฟกัสและมีสมาธิ ซึ่งสามารถทำได้ ดังนี้

  1. ให้เด็กได้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เพราะการนอนหลับส่งผลโดยตรงกับความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า ผู้ปกครองควรให้เด็กเข้านอนให้เป็นเวลาอย่างเป็นประจำ

  1. ให้เด็กได้ออกไปทำกิจกรรมข้างนอก

การที่ผู้ปกครองให้เด็กเล่นกีฬา หรือ ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกาย เช่น การวิ่งเล่นกับเพื่อน จะทำให้เด็กได้ปลดปล่อย และจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการพัฒนาการความสามารถในการโฟกัส อีกทั้งพื้นที่สีเขียวอย่างสวนสาธารณะ หรือธรรมชาติ ยังเป็นประโยชน์กับการพัฒนาสมองของเด็กอีกด้วย

  1.  การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

งานวิจัยระบุว่า การที่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมอย่างกระตือรืนร้นในชีวิตของเด็ก เช่น การพูดคุยในชีวิตประจำวัน หรือการเล่นเกม อย่างเช่น หมากรุก การต่อเลโก้ การเล่นซูโดคุ (Sudoku) หรือเกมปริศนาต่าง ๆ (Puzzles) จะลดช่องว่างระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก และยังพัฒนาความสัมพันธ์และการสื่อสารในครอบครัว เด็กที่ผู้ปกครองมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ จะรู้สึกเป็นที่รัก ปลอดภัย และรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจะช่วยสร้างสารแห่งความสุข  (Endorphins) ซึ่งจะช่วยเด็กให้โฟกัสและมีสมาธิได้ดีขึ้น

  1. จัดระเบียบชีวิต

เมื่อเด็กเข้าสู่ในช่วงวัยเรียน เขาจะได้รับข้อมูล โปรเจค และการบ้านต่าง ๆ จากคุณครูที่โรงเรียน ซึ่งยังไม่รวมไปถึงกิจกรรมนอกห้องเรียน ทั้งหมดนี้อาจจะทำให้เด็กหลุดโฟกัสไปได้ ผู้ปกครองควรช่วยเด็กจัดระเบียบชีวิต โดยวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การจดบันทึกสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาในแต่ละวัน จากนั้นไล่เรียงสิ่งที่ต้องทำเป็นข้อๆ ตามลำดับความสำคัญ เท่านี้จะช่วยให้เด็กมีสมาธิการในทำแต่ละอย่างให้เสร็จอย่างเป็นระบบ

  1. ให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

แน่นอนว่าไม่มีอาหารใดที่จะทำให้เราฉลาดขึ้นโดยตรง แต่สารอาหารที่ครบถ้วนมีความสำคัญต่อการทำงานของสมองที่จะช่วยให้เด็กมีสมาธิได้ดียิ่งขึ้น

หากสนใจ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://sg.theasianparent.com/benefits-of-chicken-essence

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

🎁 แอด Line รับคู่มือ ScratchJr ฟรี!!!

Line id : @NextBit

📱 Line : https://Nextbit.co/line( คลิก ที่ลิ้งก์เพื่อแอดเพื่อนได้เลย)